บล็อกสำหรับผู้ที่รักในการค้นหาด้วย Metal detector ในเมืองไทย Blog of Metal detectorist in Thailand
Tuesday, January 24, 2017
Monday, January 23, 2017
บันทึกนักล่าชุมทรัพย์ finale
หลังจากอาหารจานพิเศษเสร็จสิ้นลง แป้งและเต้ยดูจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ดูมีพลังขึ้นอย่างประหลาด แต่ในใจผมก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือสองคนนั่นจะเมาพิษของแมงมุมที่กินเข้าไปกันแน่นะ วันนี้ทั้งวันเราทำงนกันจนลืมเวลา ในที่สุดก็ตกลงกันว่าเราจะอยู่ที่นี่กันอีกสักคืนให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย แต่ด้วยความที่เหนื่อยล้าเหงื่อท่วมตัวมาสองวันแล้ว ผมจึงเอ่ยถามเต้ยไปว่าพอจะมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆบ้างไหม เต้ยบอกน่าจะมีเพราะสองสามวันก่อนฝนพึ่งตกไป เย็นวันนั้นทุกคนจึงเห็นดีเห็นงามที่จะไปอาบน้ำกัน 4 โมงแล้ว ผมกับเต้ยกำลังเตรียมเสื้อผ้าเพื่อที่จะไปอาบน้ำกัน แต่แป้งยังติดลมไม่ยอมเลิก โดยยังหาอยู่รอบๆเต้นท์ แป้งว่าตรงนี้มันต้องมีอะไรแน่เลย ดังมาก เราตั้งแค้มป์ทับมันอยู่ละแน่ๆ เต้ยเดินตามแล้วก้มลงไปดู ผมเดินตามไป ปรากฏว่ามันคือหลุมที่เคยถูกขุดไว้ และเป็นโพรงทะแยงไปด้านข้าง ด้วยความไม่แน่ใจ เต้ยยื่นเครื่องเข้าไปในโพรง เครื่องส่งเสียงโทนกลางออกมา ตอนนั้น 4 โมงเย็นแล้ว ในป่ามืดไวกว่านอกป่ามาก เราขุดแข่งกับแสงที่กำลังน้อยลงทุกที เต้ยต้องใช้ไฟคาดหัวเพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆในหลุมขุด หลุมถูกขุดลงเรื่อยๆ ลึกลงและลึกลง เราเอาเครื่องเข้าไปตรวจเป็นระยะจนกระทั่งผมแน่ใจว่าเราเข้าใกล้มากแล้ว ผมจึงบอกให้เต้ยเบามือลง ไม่นานมือเต้ยปัดโดนวัตถุแปลกปลอมที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เจอแล้ว!! เต้ยร้อง ผมบอกให้เต้ยหยุดพร้อมลงไปตรวจสอบ สิ่งที่ผมเห็น มันคือด้านนึงของหม้อที่นอนตะแคงอยู่ หม้อดินเผาไม่สุก ลวดลายขูดขีดเหมือนลายเชือกทาบบ่งบอกให้รู้ว่าน่าจะเป็นหม้อที่ใช้ฝังกระดูก ผมเขี่ยเปิดพื้นที่ภายในหลุมเพิ่มเติม พลันมือสะดุดเข้ากับแท่งโละหะลักษณะยาว ไม่ผิดแน่ ผมบอกตัวเอง ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น ผมสั่งเต้ยระวังมากที่สุดในการขุดหลุมนี้ ทุกครั้งที่เปิดหน้าดินเพิ่มขึ้นสิ่งที่เรารอคอยก็เผยตัวออกมาให้เห็นมากขึ้นทุกขณะ
ถึงแม้อากาศจะเย็นจนลมหายใจเป็นไอออกมา แต่เราก้อยังอาบน้ำในลำธารได้อย่างสบายใจ ความมืดมิดทำให้ผมเกิดความกลัวอยู่บ้าง แต่พอแหงนมองท้องฟ้าเห็นดวงดาวเลื่อมพรายนับล้านส่องแสงประกายสวยงามทำให้ความกลัวเราคลายลงไป
ดวงชีวิตมากมายที่ดับสิ้นลงถูกนำมา ณ สถานที่แห่งนี้ ที่ที่ซึ่งครั้งนึงเคยเป็นประตูเดินทางสู่ภพภูมิ เราเคยเชื่อว่าวันนึงเขาเหล่านั้นอาจกลับมาหรือเขาเหล่านั้นอาจจะต้องเดินทางไกลสู่ความเวิ้งว้าง สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการตระเตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเขาเหล่านั้น สิ่งของสำหรับการเดินทางที่ไม่มีใครเคยไปมาก่อนแล้วหวังว่าเขาเหล่านั้นจะไปถึงโดยปลอดภัย สำหรับผมการเดินทางในครั้งนี้ได้สอนอะไรผมมากมาย และคงมีค่ามากกว่าสิ่งใดๆที่ถูกฝังเอาไว้ ผมแบกกระเป๋าขึ้นบ่า สูดลมหายใจแล้วก้าวเดินจากมา และระลึกไว้เสมอว่า เข้าไปด้วยความเคารพ และจากมาด้วยความยำเกรง
ถึงแม้อากาศจะเย็นจนลมหายใจเป็นไอออกมา แต่เราก้อยังอาบน้ำในลำธารได้อย่างสบายใจ ความมืดมิดทำให้ผมเกิดความกลัวอยู่บ้าง แต่พอแหงนมองท้องฟ้าเห็นดวงดาวเลื่อมพรายนับล้านส่องแสงประกายสวยงามทำให้ความกลัวเราคลายลงไป
ดวงชีวิตมากมายที่ดับสิ้นลงถูกนำมา ณ สถานที่แห่งนี้ ที่ที่ซึ่งครั้งนึงเคยเป็นประตูเดินทางสู่ภพภูมิ เราเคยเชื่อว่าวันนึงเขาเหล่านั้นอาจกลับมาหรือเขาเหล่านั้นอาจจะต้องเดินทางไกลสู่ความเวิ้งว้าง สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการตระเตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเขาเหล่านั้น สิ่งของสำหรับการเดินทางที่ไม่มีใครเคยไปมาก่อนแล้วหวังว่าเขาเหล่านั้นจะไปถึงโดยปลอดภัย สำหรับผมการเดินทางในครั้งนี้ได้สอนอะไรผมมากมาย และคงมีค่ามากกว่าสิ่งใดๆที่ถูกฝังเอาไว้ ผมแบกกระเป๋าขึ้นบ่า สูดลมหายใจแล้วก้าวเดินจากมา และระลึกไว้เสมอว่า เข้าไปด้วยความเคารพ และจากมาด้วยความยำเกรง
บันทึกนักล่าขุมทรัพย์ 3
แสงจ้าพร้อมอากาศหนาวที่ทิ่มแทงปลุกให้เราตื่นขึ้นจากการหลับไหล หลังจากสลัดเอาความงัวเงียทิ้งไปพลันเห็นภาพเบื้องหน้า ใจก็รู้สึกสงบอย่างประหลาด แสงตะวันส่องลอดทิวไม้ลงมากระทบกับควันที่ลอยขึ้นจากกองฟืนเห็นเป็นลำทอดตัวยาวไปตามแนวป่า ท้องฟ้าสีฟ้าเข้มปราศจากเมฆตัดกับสีเขียวสีน้ำตาลของมวลไม้ที่ปกคลุมผืนป่า อากาศที่เย็นและแห้งหอบเอากลิ่นกล้วยไม้และป่ามากระทบจมูกเบาๆ ความกลัวที่เกาะกุมสลายไปสิ้นในยามนี้ เหลือเพียงความสงบที่เกิดขึ้นภายใน เรานั่งนิ่งอยู่บนเปลอีกพักใหญ่ จนกระทั่งตะวันลอยสูง ความอบอุ่นที่เพิ่มขึ้นทำให้เราเริ่มตื่นตัว เราลุกขึ้นมองไปรอบๆ คนอื่นๆยังคงหลับอยู่ เราออกเดินเบาๆแล้วพบว่า บริเวณที่เรากางเต้นท์นั้น เป็นลานพื้นราบที่ไม่สู้เรียบเท่าใดนัก ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยหลุมขนาดต่างๆ บางหลุมซ่อนตัวอยู่ภายใต้วัชพืชที่ปกคลุมมิดชิด เหมือนกับดักร้ายที่กำลังรอเหยื่อยที่ไม่ระวัง ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าให้ฟังถึงพื้นที่บริเวณนีั้ว่า มีเศษเครื่องถ้วยชามกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ มีหินทรายสีเขียวที่ไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติตั้งเรียงตัวเป็นรูปเลขาคณิต คำบอกเล่าถึงหินลักษณะแท่งขนาดใหญ่ที่ปิดปากทางขุมทรัพย์เอาไว้ บัดนี้เราได้เห็นมันด้วยตาเราเอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สิ่งที่แตกต่างจากคำบอกเล่าคือ พื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นลานโล่ง ปราศจากต้นไม้ใหญ่ แต่เปรียบเทียบกับเวลาที่เรายืนตรงนี้ เรายืนยันได้ว่าคำบอกเล่าเหล่านั้น คงผ่านระยะเวลาหลายสิบปีมาแล้ว เพราะบัดนี้มันรกทึบ เต็มไปด้วยต้นไม่ใหญ่น้อย หินทรายก้อนสีเขียวขนาดใหญ่ ถูกยกขึ้นมาพาดไว้กับกองดินบนปากหลุม หลุมที่ครั้งนึงมีผู้พยายามขุดเพื่อหาสิ่งเร้นลับที่ซ่อนตัวอยู่ เราไม่รู้ได้ว่า คนที่ขุดได้สิ่งมีค่าไปมากน้อยเพียงใด แต่ต้องขอคาราวะในความอุตสาหะ ที่สามารถยกหินก้อนมหึมาขึ้นมาจากหลุมลึกได้ เสียงเอะอะดังมาจากอีกฝากของป่า สองคนนั่นคงตื่นแล้ว เสียงหักฟืนสุมไฟ เสียงแป้งโวยวายใส่เต้ยเพราะความหนาว เราเดินกลับไปที่แค้มป์ "เป็นไงเต้ยเมื่อคืนเจออะไรบ้าง" ผมถาม "เยอะเลยพี่ นี่ไงบางส่วน อีกหลายๆจุดยังไม่ได้ขุดไม่มีคนช่วย" เต้ยหยิบดาบเล่มเขื่อง สนามสนิมกินทั่วตัว ดาบใบโค้งโค้งมากกว่าปกติที่เคยเห็นทั่วไป ตรงด้ามยังคงมีกันหยันติดอยู่ ผมรับมาดูด้วยความระวัง พยายามคิดว่าใครหนอคือเจ้าของ มันเคยถูกรบในสมรภูมิไหน เคยใช้ฆ่าใครหรือเปล่า แล้วมันอายุเท่าไหร่แล้ว ขณะที่กำลังเพ่งพินิจ เต้ยก้อยื่นสิ่งของมีดเล็กๆเล่มอื่นๆ มาให้ ดูๆแล้วมีดพวกนี้ ไม่ว่าจะถูกขุดได้ที่ไหนในละแวกนี้ หน้าตามันคล้ายกันหมด มีดเล็กใบโค้งยาวประมาณคืบ กับมีหัวตัดรูปทรงแปลก ถึงแม้สนิมจะเกาะเครอะแต่ยังรู้สึกได้ถึงความคมที่เคยมี เราสามาคนกินมาม่าเป็นอาหารเช้า ผมเป็นคนที่ไม่ชอบมาม่าหมูสับเอาซะเลย แต่เช้าวันนั้นกลับรู้สึกว่า รสชาดมันดีอย่างที่ไม่เคยมาก่อน
เมื่อท้องอิ่ม ผมคว้า At pro คู่ใจที่วันนี้มันพิการเพราะขาต่อหายไป ออกเดินไปยังพื้นที่ที่หมายตาเอาไว้ตอนเช้า ระหว่างทางต้องเดินผ่านหลุมมากมาย ผมลองเหวี่ยงบริเวณปากหลุมผมว่ามีเสียงดังเล็กๆเป็นจุดๆเกิดขึ้น บ่งบอกว่าคงมีอะไรสักอย่างที่ถูกทิ้งไว้ หรือคนที่เคยขุดมองไม่เห็นมัน สำหรับผมวันนี้ ความตั้งใจคือ ข้ามทุก Iron sound เอาแต่เสียงโทนสูงหรือ Faith iron เท่านั้น ผ่านไปครึ่งวัน เราทุกคนต่างไม่คุยกันต่างคนต่างตั้งใจหาสิ่งที่ตัวเองดั้นด้นมาโดยเฉพาะ แต่สำหรับผม แอบผิดหวังเล็กๆเพราะรู้อยู่แล้วว่า หลุมลึกขนาดนั้น At pro หรือ Tesoro ต่างก็ลงไปไม่ถึง แต่ยังไงก็ไ่ได้ยอมแพ้ ตอนเที่ยงเต้ยเรียกกินข้าว สำหรับผม ณ ตอนนั้นยังคงไม่ได้อะไร รู้เพียงว่า ตลอดทางที่เดิน เต็มไปด้วย เสียงโทนต่ำที่ชัด ยังไม่เจอโทนเสียงที่ตั้งใจหา ผมจึงเดินกลับไปแค้มป์มือเปล่า ผิดกับเต้ยแป้ง ที่ตรงหน้าของสองคนนั้น เต็มไปด้วย มีด ดาบ หอก สิ่ว เครื่องมือเหล็กโบราณหน้าตาประหลาด ชิ้นส่วนสำริดที่ยังคงความงดงามเอาไว้ ผมนั่งเงียบ เงียบฟังสองคนนั่นพูดคุยถึงความสนุก ความตื่นเต้นในสื่งที่เจอ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ตกบ่าย ผมยก At pro ให้แป้งลอง ตัวผมตัดสินใจนอนบนเปล สูดอากาศที่สดชื่นให้เต็มปอด สองคนนั่นเดินออกไปจากแค้มป์แล้ว ทิ้งผมไว้คนเดียว ผมพลาดที่ไม่พกหนังสือขึ้นมาด้วย เวลาดีๆอย่างนี้ อะไรจะดีไปกว่าหนังสือดีๆสักเล่มกันเล่า ไม่นานผมได้ยินเสียงตะโกนลั่นป่า เจอแล้ว! เห้ยสีทอง! ผมพลิกตัวแทบตกเปล เป้งเต้นเร่าๆอยู่เบื้องหน้า เต้ยตามหลังผมมาตามเสียงโวยวายเช่นกัน ไหนทอง? นี่ไง!! แป้งว่า พลันขยับตัวหลบเผยให้เห็นทอง ทองที่ขยับได้!!! ผมเบิกตาโต แต่เต้ยกลับเฉยๆ ทองที่ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด แต่มันคือแมงมุม สีทองตัวเขื่อง ที่กำลังชูขาขู่พวกเราด้วยความกลัว เขี้ยวของมันใหญ่จนเห็นชัดถึงแม่จะยืนอยู่ห่างๆ ไม่เคยเห็นสีนี้้มาก่อนเลย เต้ยบอก เดินป่ามาก็นานเห็นแต่สี ดำๆ หรือจะเป็นเจ้าที่
ในขณะที่ผม กำลังใช้ความคิด พลันแป้งก้อบอกกับเต้ยว่า เต้ยๆ แป้งอยากกิน!! ผม..................
เต้ยจับมันใส่กระเป๋า แล้วก้อแยกย้ายปล่อยให้ผมตะลึง ในขณะที่แป้งกะเต้ย สาละวนกับการย่างแมงมุมขนาดใหญ่สีทองอยู่ ผมคว้าเอาat pro ของผมที่พิงต้นไม่อยู่ไปใช้ ผมกลับขึ้นไปบริเวณที่แป้งเจอแมงมุมอีกครั้ง ไม่นานนักผมก้อพบว่าบริเวณนี้น่าสนใจ มากกว่าตรงลานที่เราอยู่ ทันใดนั้นผมได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังจาก at pto ผมไม่รอช้า ลงมือขุด ไม่นานขุมทรัพที่รอคอยก็เผยตัวออกมา แหวน ตุ้มหู เงินพดด้วงขนาด 1 เฟื้อง(ผมแปลกใจกับของชิ้นนี้มาก) เหรียญโบราณ กับตราประทับที่มีสัญลักณ์ เหมือน ตาแหลวของทางเหนือ ทำให้ผม งง กับพื้นที่บริเวณนี้มาก ดูเหมือนว่า บริเวณนี้จะถูกใช้กันต่อมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ยุคหิน ผ่านยุคเหล็ก เข้าสู่ทวาวรดี จนถึงอยุธยา ผมตะโกนเรียกสองคนนั่นให้ละความสนใจจาก แมงมุมย่าง แต่เหมือนจะไม่ได้ผล ยามนี้แมงมุมทองดูเหมือนจะมีค่ากว่าสิ่งที่ผมพบเสียอีก แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ผมนั่งลงกับพื้นขอชื่นชมกับสิ่งที่ผมพบให้ชื่นใจ
เมื่อท้องอิ่ม ผมคว้า At pro คู่ใจที่วันนี้มันพิการเพราะขาต่อหายไป ออกเดินไปยังพื้นที่ที่หมายตาเอาไว้ตอนเช้า ระหว่างทางต้องเดินผ่านหลุมมากมาย ผมลองเหวี่ยงบริเวณปากหลุมผมว่ามีเสียงดังเล็กๆเป็นจุดๆเกิดขึ้น บ่งบอกว่าคงมีอะไรสักอย่างที่ถูกทิ้งไว้ หรือคนที่เคยขุดมองไม่เห็นมัน สำหรับผมวันนี้ ความตั้งใจคือ ข้ามทุก Iron sound เอาแต่เสียงโทนสูงหรือ Faith iron เท่านั้น ผ่านไปครึ่งวัน เราทุกคนต่างไม่คุยกันต่างคนต่างตั้งใจหาสิ่งที่ตัวเองดั้นด้นมาโดยเฉพาะ แต่สำหรับผม แอบผิดหวังเล็กๆเพราะรู้อยู่แล้วว่า หลุมลึกขนาดนั้น At pro หรือ Tesoro ต่างก็ลงไปไม่ถึง แต่ยังไงก็ไ่ได้ยอมแพ้ ตอนเที่ยงเต้ยเรียกกินข้าว สำหรับผม ณ ตอนนั้นยังคงไม่ได้อะไร รู้เพียงว่า ตลอดทางที่เดิน เต็มไปด้วย เสียงโทนต่ำที่ชัด ยังไม่เจอโทนเสียงที่ตั้งใจหา ผมจึงเดินกลับไปแค้มป์มือเปล่า ผิดกับเต้ยแป้ง ที่ตรงหน้าของสองคนนั้น เต็มไปด้วย มีด ดาบ หอก สิ่ว เครื่องมือเหล็กโบราณหน้าตาประหลาด ชิ้นส่วนสำริดที่ยังคงความงดงามเอาไว้ ผมนั่งเงียบ เงียบฟังสองคนนั่นพูดคุยถึงความสนุก ความตื่นเต้นในสื่งที่เจอ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ตกบ่าย ผมยก At pro ให้แป้งลอง ตัวผมตัดสินใจนอนบนเปล สูดอากาศที่สดชื่นให้เต็มปอด สองคนนั่นเดินออกไปจากแค้มป์แล้ว ทิ้งผมไว้คนเดียว ผมพลาดที่ไม่พกหนังสือขึ้นมาด้วย เวลาดีๆอย่างนี้ อะไรจะดีไปกว่าหนังสือดีๆสักเล่มกันเล่า ไม่นานผมได้ยินเสียงตะโกนลั่นป่า เจอแล้ว! เห้ยสีทอง! ผมพลิกตัวแทบตกเปล เป้งเต้นเร่าๆอยู่เบื้องหน้า เต้ยตามหลังผมมาตามเสียงโวยวายเช่นกัน ไหนทอง? นี่ไง!! แป้งว่า พลันขยับตัวหลบเผยให้เห็นทอง ทองที่ขยับได้!!! ผมเบิกตาโต แต่เต้ยกลับเฉยๆ ทองที่ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด แต่มันคือแมงมุม สีทองตัวเขื่อง ที่กำลังชูขาขู่พวกเราด้วยความกลัว เขี้ยวของมันใหญ่จนเห็นชัดถึงแม่จะยืนอยู่ห่างๆ ไม่เคยเห็นสีนี้้มาก่อนเลย เต้ยบอก เดินป่ามาก็นานเห็นแต่สี ดำๆ หรือจะเป็นเจ้าที่
ในขณะที่ผม กำลังใช้ความคิด พลันแป้งก้อบอกกับเต้ยว่า เต้ยๆ แป้งอยากกิน!! ผม..................
เต้ยจับมันใส่กระเป๋า แล้วก้อแยกย้ายปล่อยให้ผมตะลึง ในขณะที่แป้งกะเต้ย สาละวนกับการย่างแมงมุมขนาดใหญ่สีทองอยู่ ผมคว้าเอาat pro ของผมที่พิงต้นไม่อยู่ไปใช้ ผมกลับขึ้นไปบริเวณที่แป้งเจอแมงมุมอีกครั้ง ไม่นานนักผมก้อพบว่าบริเวณนี้น่าสนใจ มากกว่าตรงลานที่เราอยู่ ทันใดนั้นผมได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังจาก at pto ผมไม่รอช้า ลงมือขุด ไม่นานขุมทรัพที่รอคอยก็เผยตัวออกมา แหวน ตุ้มหู เงินพดด้วงขนาด 1 เฟื้อง(ผมแปลกใจกับของชิ้นนี้มาก) เหรียญโบราณ กับตราประทับที่มีสัญลักณ์ เหมือน ตาแหลวของทางเหนือ ทำให้ผม งง กับพื้นที่บริเวณนี้มาก ดูเหมือนว่า บริเวณนี้จะถูกใช้กันต่อมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ยุคหิน ผ่านยุคเหล็ก เข้าสู่ทวาวรดี จนถึงอยุธยา ผมตะโกนเรียกสองคนนั่นให้ละความสนใจจาก แมงมุมย่าง แต่เหมือนจะไม่ได้ผล ยามนี้แมงมุมทองดูเหมือนจะมีค่ากว่าสิ่งที่ผมพบเสียอีก แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ผมนั่งลงกับพื้นขอชื่นชมกับสิ่งที่ผมพบให้ชื่นใจ
Saturday, January 21, 2017
บันทึกนักล่าขุมทรัพย์ 2
เท้าไวกว่าใจคิด ก่อนที่จะคิดหรือทันรู้ตัวเท้าก็ได้ก้าวไปยังทิศทางที่มาของเสียง สมองคิดไม่ทันว่านี่คือป่า ไม่ใช่ถนนสิบแปดเลนผลที่ตามมาคือ หน้าเกือบขมำเพราะสดุดต้นไม่ต้นเล็กๆ ที่ขึ้นรกอยู่ทั่วบริเวณ พอทรงตัวได้ สมองเริ่มเข้าใจ เท้าหายตื่นเต้นทุกอย่างจึงทำงานสัมพันธ์กันอีกครั้ง ไม่กี่ก้าวแหวกความมืดไปตรงหน้า เต้ยก้มๆเงยๆตะคุ่มๆอยู่ไม่ไกล ท่าทางเหมือนกำลังเอาเท้าเขี่ยหาอะไรสักอย่าง ตรงนี้อ่ะพี่ดังมากเลย ผมว่าต้องอยุ่ไม่ลึก ผมยิ้มไม่พูดอะไร เต้ยวิ่งกลับไปที่แค้มเอาช้อนปลูกอันเล็กแซะผิวดินออก ไม่นานนัก ก็ได้คำตอบว่าอะไรที่ทำให้เต้ยตื่นเต้นตกใจ มีด เต้ยหยิบมันขึ้นมาส่องไฟแล้วส่งให้ผม มันเป็นมีดขนาดเล็กปลายตัด ยาวประมาณ 25 ซม ทำจากเหล็ก หนาและหนักกว่ามีดสมัยนี้มาก สนิมหรือดินสีแดงเกาะกันจนแยกไม่ออก แต่ยังคงความคมและความสง่าในรูปทรงของมันเอาไว้ มีดแบบนี้เราเจอระจายอยู่ทั่วไป เหมือนกับว่าเป็นรูปแบบที่นิยมและใช้กันมาแต่โบราณ เรายังบอกอะไรมากไม่ได้
แต่ก็ชักสนใจ จนลืมความเหนื่อยที่ไต่เขาขึ้นมาไปเสียสิ้น เรากลับไปที่แค้ม คว้า At pro ออกมาประกอบ
แต่ก้อต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าด้ามต่อหายไป 1 ชิ้น เลยต้องแปลงร่างเป็นคนแก่หลังงุ้มคอยก้มหาของตามพื้นดิน ด้วยความที่วัชพืชปกคลุมพื้นดินไปทั่วทำให้การหาไม่สะดวกเท่าใดนัก สักพัก เราสะดุดเข้ากับเสียงร้องแหลมของเครื่อง ด้วยความไม่มั่นใจ จึงเปลี่ยนทิศทางการแกว่ง แต่เสียงที่ได้ยินยังเหมือนเดิม เหมือนที่เคยเจอเหรียญทวารวดีครั้งก่อน ความมั่นใจเริ่มมา เราใช้ช้อนปลูกขนาดเล็กแซะลงไปแต่ จนสุดด้ามแล้วก็ยังไม่พบวัตถุชิ้นนั้นอยู่ดี "เต้ย ขุดทางนี้ให้ผมหน่อย" เต้ยโผล่ฟื้บมาเหมือนผีพร้อมเสียมในมือ หลังจากขุดเกือบ 20 นาที ในที่สุดเราก็พบตัวการ กระพรวน 1 ลูกผิวถูกดินเกาะจนไม่เห็นสภาพ ถึงแม้จะมองไม่เห็นภายใน แต่ก้อเกิดอาการ รักแรกพบทันที เราหยุดขุด เดินกลับแค้มปล่อยให้พรานผู้แข็งแรงหาของต่อไป ผมเอากระพรวนมาล้างน้ำ ผมพบว่า ผิวมันเรียบเนียน สีเหมือนจะเป็นสีเงิน ออกคล้ำๆ สภาพสมบูรณ์มากเหมือนของใหม่ เขย่าแล้วไม่มีเสียง ผมพลิกดูก็พบว่าถายในถูกอัดไปด้วยเศษดิน แต่กระนั้นก้อยังรู้สึกถูกชะตา เหมือนเคยเป็นเจ้าของมันมาก่อนนน อ่าาาาา my precious
แป้งถูกความเหนื่อยเล่นงาน นอนซุกหัวหลับในเต้นท์โดยไม่สนใจเต้ยเลยสักนิด ส่วนเรา ชักจะง่วงๆมองไปไกลๆเห็นไฟฉายวับแวมๆอยู่ในป่า อากาศเริ่มเย็นลง จินตนาการก็เริ่มทำงาน คนโบราณจะแต่งตัวยังไง เค้าจะมาทวงของกูรึเปล่านะ บลาๆๆๆ แล้วทุกอย่างก็ดับลง ปี้บบบบบบบบ ปิ้ป ปิ้บ ตกใจสะดุ้งตื่น เสียง tesoro เทสแบต ในความมืดสลัวๆเบื้องหน้า เห็นคนผอมๆสูง ทำท่ายึกยัก เต้ยรึ กี่โมงแล้ว ทำอะไร แต่ความง่วงมันรุนแรง จนคำเหล่านั้นมันดังในแค่ความคิด แล้วทุกอย่างก็ดับลงอีกครั้ง
Monday, January 16, 2017
บันทึกนักล่าขุมทรัพย์ 1
เอื้อมมือคว้ากระเป๋าใบเขื่อง กระโดดลงจากหลังรถกระบะที่จุดนัดพบที่เราได้ตกลงกันไว้ริมถนนไฮเวย์สายหนึ่ง หลังจากโบกมืออำลาเพื่อนผู้มีน้ำใจมาส่งถึงที่แล้ว เราก็มองหาคนที่เราได้นัดหมายไว้ แสงแดดยามบ่ายคล้อยในฤดูหนาวทำมุมพอดิบพอดีกับทิศทางการมอง จนต้องเอามือป้องแล้วหยีตา หลังจากสิ่งรอบตัวชัดเจนขึ้นเราก็พบว่า มีเพียงหมาแก่ขาพิการสีน้ำตาลที่กำลังเห่ากรรโชกไอ้บ้าหอบฟางท่าทางประหลาด และรถมากมายที่วิ่งสวนกันไปมาวุ่นวาย ทำให้ให้เราเริ่มไม่มั่นใจว่า เค้าไม่มารึเรามาผิดที่กันแน่ ในระหว่างที่กำลังรีรอหันซ้ายหันขวา พลันก็มีเสียงเรียก "พี่ ทางนี้" ถึงแม้จะปิดหน้าปิดตาแต่เสียงที่คุ้นเคยก็ทำให้มั่นใจได้ว่า งานนี้กูไม่แดกแห้วแล้ว พลันก้าวขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซ ยังไม่ทันที่มวลกายและน้ำหนักจะก่อให้เกิดแรงเสียดทานระหว่างตูดกับเบาะ เต้ยก็บิดรถออกตัว
"ขอโทษพี่หนูบอกที่ผิด" ทุกคนหัวเราะถึงแม้ว่าเราจะนัดกันผิดไปไกลหลายกิโลแต่ก็ไม่ได้ทำลายกำลังใจของทุกคนแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่หัวเราะไม่ออกถ้าหากมันมีชีวิตและหัวเราะได้คงจะเป็น มอเตอร์ไซ เวฟ 100CC คันน้อย ที่จอดนิ่งหันคอมาทางพวกเรา ไฟหน้าดวงใหญ่ดูเผินๆเหมือนปากที่อ้าค้างค้างเหมือนกำลังอึ้ง อึ้งกับขนาดของคนสามคนและสัมภาระที่มันต้องแบกในวันนี้ หากมันเลือกได้ มันคงไม่ยอมทำเป็นแน่ ในขณะมอไซคันน้อยกำลังอึ้ง เราสามคนก็สาละวนกับการจัดสัมภาระใหม่ เพื่อกระจายน้ำหนักให้เหมาะสมกับกำลังของแต่ละคน การเดินทางในครั้งนี้ ไม่ยากและไม่ง่าย แต่ต้องเตรียมพร้อมกันเต็มที่ เรื่องอาหารนั้นเรามีสุดยอดผลิตภัณฑ์ของประเทศ ที่สามารถรรัปทานได้ทั้งแบบแห้งและแบบน้ำเป็นเสบียงสำคัญ น้ำก็เป็นสิ่งสำคัญขาดไม่ได้ เพราะเรารู้ว่าการเดินทางครั้งนี้ของเรา เราไม่ได้เดินเพียงอย่างเดียว ยิ่งในหน้าแล้งอย่างนี้การจะหวังพึ่งน้ำบ่อหน้านั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก เราจึงจำเป็นต้องเตรียมน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ เมื่อพร้อมแล้วเราสามคนพร้อมกระเป๋าอีกหลายใบ ก็ขึ้นควบมอไซคันน้อย ทะยานไปอย่างเอี่อยๆในทิศทางสวนตะวันยามเย็น พลันเพลงเพลงนึงก็ดังขึ้นมาในใจ
ไม่นานนักหลังจากผ่านป่าละเมาะ ผ่านเหมือง ขึ้นดอยสูง พลันอากาศที่อบอ้าวก็กลายเป็นเย็นสบาย เหมือนบอกให้รู้ว่า บัดนี้เราได้ทิ้งเมืองและชีวิตอันวุ่นวายไว้เบื้องหลังและป่าก็อ้าแขนต้อนรับเรา เราที่เคยเป็นส่วนหนึ่งกลับสู่มัน
"ขอโทษพี่หนูบอกที่ผิด" ทุกคนหัวเราะถึงแม้ว่าเราจะนัดกันผิดไปไกลหลายกิโลแต่ก็ไม่ได้ทำลายกำลังใจของทุกคนแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่หัวเราะไม่ออกถ้าหากมันมีชีวิตและหัวเราะได้คงจะเป็น มอเตอร์ไซ เวฟ 100CC คันน้อย ที่จอดนิ่งหันคอมาทางพวกเรา ไฟหน้าดวงใหญ่ดูเผินๆเหมือนปากที่อ้าค้างค้างเหมือนกำลังอึ้ง อึ้งกับขนาดของคนสามคนและสัมภาระที่มันต้องแบกในวันนี้ หากมันเลือกได้ มันคงไม่ยอมทำเป็นแน่ ในขณะมอไซคันน้อยกำลังอึ้ง เราสามคนก็สาละวนกับการจัดสัมภาระใหม่ เพื่อกระจายน้ำหนักให้เหมาะสมกับกำลังของแต่ละคน การเดินทางในครั้งนี้ ไม่ยากและไม่ง่าย แต่ต้องเตรียมพร้อมกันเต็มที่ เรื่องอาหารนั้นเรามีสุดยอดผลิตภัณฑ์ของประเทศ ที่สามารถรรัปทานได้ทั้งแบบแห้งและแบบน้ำเป็นเสบียงสำคัญ น้ำก็เป็นสิ่งสำคัญขาดไม่ได้ เพราะเรารู้ว่าการเดินทางครั้งนี้ของเรา เราไม่ได้เดินเพียงอย่างเดียว ยิ่งในหน้าแล้งอย่างนี้การจะหวังพึ่งน้ำบ่อหน้านั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก เราจึงจำเป็นต้องเตรียมน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ เมื่อพร้อมแล้วเราสามคนพร้อมกระเป๋าอีกหลายใบ ก็ขึ้นควบมอไซคันน้อย ทะยานไปอย่างเอี่อยๆในทิศทางสวนตะวันยามเย็น พลันเพลงเพลงนึงก็ดังขึ้นมาในใจ
On the road again
Just can't wait to get on the road again
The life I love is making music with my friends
Just can't wait to get on the road again
The life I love is making music with my friends
And I can't wait to get on the road again
On the road again
On the road again
Goin' places that I've never been
Seein' things that I may never see again
Seein' things that I may never see again
And I can't wait to get on the road again
ไม่นานนักหลังจากผ่านป่าละเมาะ ผ่านเหมือง ขึ้นดอยสูง พลันอากาศที่อบอ้าวก็กลายเป็นเย็นสบาย เหมือนบอกให้รู้ว่า บัดนี้เราได้ทิ้งเมืองและชีวิตอันวุ่นวายไว้เบื้องหลังและป่าก็อ้าแขนต้อนรับเรา เราที่เคยเป็นส่วนหนึ่งกลับสู่มัน
มอเตอร์ไซคันน้อยพาเราสามคนปีนป่ายเส้นทางสูงชันที่ครั้งนึงเคยมีสภาพเป็นถนน เต้ยยังคงใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีในการบังคับรถให้หลบหลีกหินก้อนใหญ่น้อย ร่องลึก พาพวกเราขึ้นไปสูงเรื่อยๆเข้าหาความมืดที่ปกคลุมขุนเขาอยู่เบื้องหน้า ในที่สุดก้อมาถึงจุดที่รถคันน้อยไม่สามารถพาเราไปต่อได้อีก เราจอดมันไว้ใต้พุ่มไม้ทึบ ทิ้งน้ำไว้เล็กน้อย ก่อนจะล่ามโซ่ให้แน่นหนาเพื่อให้แน่ใจว่าวันที่เรากลับมา มันจะไม่เกเรเถลไถลไปไหนไกล เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยพร้อมออกเดินเท้าเราก็พบว่าความมืดได้เริ่มกลืนกินแสงรอบๆตัวเราไปเสียแล้ว พวกเราแบกสัมภาระขึ้นหลังกระชับรองเท้าและชุดและเริ่มออกเดินเท้าทันที มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าสูงเบื้องหน้า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและต้องใช้เวลาในป่าอันมืดมิดนานเกินไป พรานนำทางหรือเต้ย เลือกจะใช้เส้นทางที่สั้นที่สุดในการเดินครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่า ต้องเป็นเส้นทางที่ชันที่สุดเช่นกันแต่กว่าเต้ยจะบอกเราเราก้อพบว่าตัวเองยืนหอบปอดบาน พิงตัวเองอยู่กับต้นไม้ใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เรากลิ้งกลับไปที่จุดเริ่มต้น แต่พรานก้อคือพราน เต้นเดินฉับๆ เหมือนกับว่าเดินอยู่บนทางราบ เต้ยวางกระเป๋าลงแล้วมุ่งหน้าขึ้นเขาหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว เค้าบอกเราว่าเค้าจะไปสำรวจทางเพื่อให้แน่ใจว่า ทุกคนจะไม่หลงและจะไม่ต้องเหนื่อยฟรี เราได้แต่นั่งรออยู่ในความมืดพร้อมหัวใจที่เต้นรัว แต่ไม่ใช่เพราะกลัว ตอนนี้ความมืดได้กัดกินแสงไปสิ้น ในป่าทึบแบบนี้แม้แต่มือก้อเห็นเพียงลางๆ เอาไฟฉายออกมาเถอะพี่ แป้งส่งเสียงจากมุมมืดตรงไหนสักแห่ง เราวางกระเป๋าลงบนที่ที่ปลอดภัยที่สุด คอยเอามือนึงประคองมันไว้อยู่ตลอดเวลา เพราะเรารู้ดีว่าถ้าหากไม่โอ๋มันดีๆแล้วละก่อ กระเป๋ามีสิทธิ์วิ่งจากเราไปได้เช่นกัน เราค่อยๆเปิดมันล้วงเอาไฟฉายมาคาดหัว แล้วเปิด สวิทช์ แสงสีส้มสาดส่องเป็นลำตรงลงไปเบื้องล่าง เผยให้เห็นว่าเราเดินขึ้นมาไกลขนาดไหนแล้ว ทันทีที่คิดได้ เราส่องแสงขึ้นไปบนยอดเนินเพื่อประเมิณว่า เราต้องเดินอีกไกลแค่ไหนจึงจะถึงยอด แต่ป่าทึบมากจะเห็นก้อคงแต่ดงหมามุ่ยที่ห้อยตัวอยู่ไปไม่ไกล สักพัก ได้ยินเสียงเต้ยตะโกนถามกลับมา เราสาดแสงไปทางเสียงเพื่อให้เค้ารู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ เต้ยเดินลงมาแล้วบอกข่าวดีว่า เรามาถูกทางแล้วยอดอยู่อีกไม่ไกล เรารู้สึกมีแรงขึ้นมาทันที ว่าแล้วคว้ากระเป๋าใส่หลังเดินก้าวตามหลังเต้ยไปอย่างรวดเร็ว พอถึงยอด อากาศที่เคยอึดอัดกลายเป็นเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยๆ ป่ามีสภาพโปร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมถามเต้ยว่าเราจะนอนกันที่ไหน เต้ยบอกว่า ข้างล่างนู้นนนนพี่ ผมเลยนึกในใจ อ้าวแล้วกุเหนื่อยขึ้นมาเพื่ออะไร ก่อนที่จะทันอ้าปากถาม เต้ยก้ออธิบายว่า บนนี้ดึกๆลมจะแรง อากาศจะหนาวมากนอนไม่ได้หรอกพี่ ผมก็เชื่อตามนั้น แต่ไม่ทันไร เต้ยก็เปลี่ยนใจ บอกว่านอนมันบนนี้ละ อ้าวว หลังจากผมเห็นสภาพพื้นที่ ผมพอเข้าใจว่าจริงๆแล้ว เต้ยไม่อยากจะพูดผมฟังเพราะกลัวผมจะกลัว พื้นที่ตรงนี้เป็นสันเขาที่ทอดตัวยาวไปทางเหนือใต้ มีที่ราบเป็นจุดๆ มีวัชพืชขึ้นหนาแน่น และมีต้นไม่ใหญ่กระจายตัว พื้นดินบางจุดถูกขุดเป็นหลุมกว้างและลึก ชั้นบนเป็นหินกรวด ล่างลงไปเป็นชั้นดินแห้ง ปากหลุมมีเศษหม้อดินรูปร่างต่างๆกระจายตัว พลันเสียงกระซิบก็บังเกิด "ที่ฝังศพ"
ถึงจุดนี้เข้าใจแล้วว่า ทำไมเต้ยถึงไม่นอนที่นี่ แต่ใครละ ใครกันที่นำเอาคนตายมาฝังไว้ถึงที่นี่
เราปลดกระเป๋าลง แป้งกางเต้นท์ เราผูกเปล เต้ยนั้นหาฟืนเพื่อก่อไฟ หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราสามคนไม่รอช้า ประกอบเครื่องดีเทคเตอร์ เปิดเครื่องและออกสำรวจพื้นที่ ทันที ไม่ทันไร เสียงเต้ยโวยวายมากจากอีกฝาก เจอแล้วพี่เจอแล้ว.......
Subscribe to:
Comments (Atom)





